ชาวอเมริกันที่ร่ำรวย มีชีวิตอยู่ได้ยาวนานกว่าคนที่ยากจน

0
81
ยากจน
ยากจน

คนรวยอยู่ได้นานกว่าคนจน!

เงินอาจไม่สามารถซื้อความสุข แต่อาจช่วยให้คุณซื้อสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวได้ในท้ายที่สุด นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความแตกต่างด้านรายได้และผลลัพธ์ด้านสุขภาพในสหรัฐฯ พบว่าช่องว่างด้านสุขภาพระหว่างคนรวยและคนยากจนนั้นมีวงกว้างมากขึ้น และนั่นทำให้เกิดความแตกต่างกันมากขึ้นในระยะเวลาที่พวกเขามีชีวิตอยู่

การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Lancet (วารสารการแพทย์) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Boston University School of Public Health รายงานว่าช่องว่างของอายุขัยระหว่างกลุ่มผู้มีอัตราส่วนรายได้สูง กับผู้มีอัตราส่วนรายได้ต่ำห่างชั้นกันมาก คือ 15 ปีสำหรับผู้ชาย และมากกว่า 10 ปีสำหรับผู้หญิง ซึ่งหมายความว่าพวกคนรวยร้อยละ 1 ส่วนบนสุดจะมีเวลาได้เสพสุขความร่ำรวยของตัวเองอยู่ในโลกนานกว่าราว 10-15 ปี นั่นหมายความว่า “ความไม่เท่าเทียมด้านสุขภาวะส่งเสริมให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ อาจจะเรียกได้ว่าชีวิตที่ยืนยาวกว่าต้องใช้เงินซื้อมา”

ซึ่งความยากจนมักถูกเชื่อมโยงกับภาวะสุขภาพที่ย่ำแย่ เพราะบุคลคนในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำมักจะไม่สามารถดูแลสุขภาพได้มากนัก และมีแนวโน้มที่เกิดพฤติกรรมแย่ๆที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การกินอาหารจังค์ฟู้ด ซึ่งนักวิจัยกล่าวว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ อัตราความยากจนได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างเช่น โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเสียชีวิตได้ในช่วงอายุไม่มาก

วัฏจักรนี้จะเริ่มย่ำแย่ลงด้วยเหตุผลหลายประการ ตัวอย่างเช่น คนจนมักไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากความคุ้มครองด้านสุขภาพ ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลในรูปแบบของ Medicare (ประกันสุขภาพฟรี) เนื่องจากพวกเขามีแนวโน้มที่จะมีอายุเกินกำหนดเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิเหล่านั้น

Jacob Bor ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสุขภาพระดับโลกจากมหาวิทยาลัยบอสตัน กล่าวว่า “ชาวอเมริกันที่มีรายได้ต่ำ มีโอกาสที่จะถูกละเลยในเรื่องของการบริการด้านสุขภาพมากขึ้น”

“หากช่องว่างในเรื่องของรายได้ยังคงขยายตัวต่อไป ความแตกต่างด้านสุขภาพระหว่างคนรวยกับคนจนก็จะเพิ่มมากขึ้น พวกเขาคาดการณ์ว่าในยุคนี้ ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนยากจนนั้นมีมากถึง 20% หากไม่มีการยื่นมือเข้าไปแก้ไขในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เราอาจเห็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 21 และความไม่เสมอภาคทางสุขภาพ ซึ่งเป็นรากเหง้าของความไม่เสมอภาคในสังคม”

แหล่งที่มาTIME
แบ่งปัน